doctorfate 萬年曆 Blog

ปฏิทินจีนกับปฏิทินไทย ต่างกันตรงไหน ใช้คู่กันอย่างไร

ปฏิทินจีนกับปฏิทินไทย ต่างกันตรงไหน ใช้คู่กันอย่างไร

คนไทยที่ต้องดูวันไหว้ ตรวจวันเกิดตามจันทรคติ หรือเลือกวันย้ายบ้าน มักเจอปัญหาวันเดียวกันแต่สองปฏิทินบอกไม่ตรงกัน ปฏิทินจีนกับปฏิทินไทยเป็นระบบที่ต่างกันทั้งจุดเริ่มปี การนับเลขเดือน และวิธีกำหนดวันขึ้น 1 ค่ำ ความต่างเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าอันใดผิด เพราะแต่ละระบบถูกสร้างขึ้นให้ตอบโจทย์ของสังคมนั้น บทความนี้อธิบายความต่างทีละชั้น ตั้งแต่ปฏิทินที่คนไทยใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงสาเหตุที่ทำให้วันขึ้นค่ำของสองระบบเลื่อนออกจากกันหนึ่งวัน แล้วปิดท้ายด้วยวิธีตรวจวันที่ด้วยตัวเอง

ปฏิทินที่คนไทยใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมีสามระบบ

คนไทยส่วนใหญ่ใช้ปฏิทินสามระบบพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว ระบบแรกคือปฏิทินสุริยคติไทยที่พิมพ์เลขปีเป็นพุทธศักราช ซึ่งมากกว่าคริสต์ศักราช 543 ปี ปี 2570 จึงตรงกับปี 2027 ระบบนี้ใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มปี และใช้กันในราชการ โรงเรียน และสัญญาทุกชนิด

ระบบที่สองคือปฏิทินจันทรคติไทยที่คนรุ่นก่อนใช้ดูวันพระ วันโกน และฤกษ์งานบุญ เดือนนับเป็นขึ้นและแรม มี 12 เดือน และในบางปีจะเพิ่มเดือน 8 สองหนเพื่อให้ปีไม่สั้นกว่าปีสุริยคติมากนัก

ระบบที่สามคือปฏิทินจีนหรือหวงลี่ ซึ่งคนไทยเชื้อสายจีนใช้ดูวันไหว้ วันเทศกาล และรายการสิ่งที่ควรทำกับไม่ควรทำของแต่ละวัน ทั้งสามระบบอยู่ร่วมกันได้เพราะทำหน้าที่ต่างกัน ปัญหาเกิดเมื่อเรานำตัวเลขจากระบบหนึ่งไปตีความในอีกระบบหนึ่ง โดยไม่ตรวจว่ากำลังพูดถึงปีหรือเดือนของใคร

ปฏิทินจีนกับปฏิทินไทยต่างกันที่จุดเริ่มปี

ความต่างข้อแรกที่สร้างความสับสนมากที่สุดคือจุดเริ่มปี ปฏิทินไทยในทางราชการใช้ 1 มกราคม ส่วนวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีคือสงกรานต์กลางเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีเมษในระบบโหรไทย

ปฏิทินจีนมีจุดเริ่มปีสองแบบที่ใช้ต่างวัตถุประสงค์ แบบแรกคือวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ซึ่งเป็นวันตรุษจีน ใช้กับการฉลอง การไหว้ และการนับปีนักษัตรในชีวิตประจำวัน แบบที่สองคือลี่ชุน ซึ่งเป็นจุดเริ่มฤดูใบไม้ผลิในบรรดา 24 สุริยคติ และเป็นจุดเปลี่ยนเสาปีที่ใช้ในการผูกดวงจีน ผู้ที่เกิดระหว่างสองวันนี้จึงอาจถูกนับเป็นคนละปีนักษัตรกันได้ ขึ้นกับว่าจะใช้เกณฑ์ใด

ผลในทางปฏิบัติคือช่วงปลายมกราคมถึงกลางกุมภาพันธ์ของทุกปีจะเป็นช่วงที่คนไทยเชื้อสายจีนต้องตรวจปฏิทินถี่กว่าปกติ เพราะวันไหว้และวันหยุดของตลาดเลื่อนไปตามวันขึ้นค่ำ ไม่ตรงกับวันที่ในปฏิทินสากล

การนับเดือนและวันขึ้นแรมของสองระบบ

ปฏิทินทั้งสองใช้ข้างขึ้นข้างแรมกำหนดวันในเดือน แต่กำหนดความยาวเดือนต่างกัน ปฏิทินไทยใช้กฎตายตัวคือเดือนคี่มี 29 วัน เดือนคู่มี 30 วัน เมื่อรวมกันจะได้ 354 วัน และในปีที่มีการเพิ่มเดือนจะเติมเดือน 8 ซ้ำอีกหนึ่งเดือนจนกลายเป็นปีอธิกมาส

ปฏิทินจีนไม่ได้ใช้กฎคี่คู่ แต่ปล่อยให้เดือนมี 29 หรือ 30 วันตามเวลาขึ้นของดวงจันทร์จริง เมื่อเวลาเฉลี่ยระหว่างวันขึ้นค่ำสองครั้งอยู่ที่ราว 29.53 วัน เดือนจึงต้องปัดขึ้นหรือลงเป็นจำนวนเต็มวันสลับกันไปในแต่ละเดือน และในปีที่มีเดือนเกิน ปฏิทินจีนจะแทรกเดือนนั้นไว้ที่ตำแหน่งใดก็ได้ตามการคำนวณ ไม่จำเป็นต้องเป็นเดือน 8 เหมือนของไทย

ในปี 2570 ซึ่งตรงกับปี 2027 ปฏิทินจีนไม่มีเดือนเกิน มีเดือน 12 เดือนตามปกติ และเดือน 12 ของปีนี้มีเพียง 29 วัน วันส่งท้ายปีจึงเป็นวันขึ้น 29 ค่ำ ไม่มีวันขึ้น 30 ค่ำ ผู้ที่คุ้นกับคำว่าไหว้วันที่ 30 ค่ำจึงต้องปรับตามปีนี้ ความต่างระหว่างสองระบบในจุดนี้ทำให้คนที่ดูปฏิทินไทยเป็นหลักสับสนได้ง่าย เพราะเดือน 8 สองหนของไทยไม่ได้แปลว่าปีนั้นจีนมีเดือนเกิน

เขตเวลาทำให้วันขึ้น 1 ค่ำเลื่อนได้หนึ่งวัน

อีกชั้นของความต่างที่มักถูกมองข้ามคือเขตเวลา ปฏิทินจีนคำนวณวันขึ้น 1 ค่ำจากเวลาที่ดวงจันทร์ขึ้นในเขตเวลาของจีน ซึ่งคือ UTC+8 ส่วนประเทศไทยใช้ UTC+7 ห่างกันหนึ่งชั่วโมง

เมื่อเวลาขึ้นของดวงจันทร์ตกใกล้เที่ยงคืน ความห่างหนึ่งชั่วโมงนี้ก็เพียงพอให้วันขึ้น 1 ค่ำของสองท้องที่ตกคนละวัน ปฏิทินที่คำนวณตามเขตเวลาของไทยจึงอาจแสดงวันขึ้น 1 ค่ำเร็วหรือช้ากว่าปฏิทินจีนหนึ่งวันในบางเดือน

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นข้อผิดพลาดของใคร แต่เป็นธรรมชาติของการนับวันจากเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันทั่วโลก แต่ถูกตัดเป็นวันตามเส้นแบ่งเขตเวลาที่ต่างกัน ในทางปฏิบัติจึงควรยึดปฏิทินจีนเป็นหลักเมื่อต้องตรวจเทศกาลจีน และยึดปฏิทินไทยเป็นหลักเมื่อต้องตรวจวันพระหรือฤกษ์ไทย แล้วค่อยแปลงวันที่ให้ตรงกันเมื่อต้องจองตาราง

วิธีตรวจวันที่ด้วยสองปฏิทินคู่กัน

การตรวจวันที่ทำได้เป็นขั้นตอน ไม่ต้องอาศัยการคำนวณเอง

ขั้นแรก เปิด ปฏิทินจีนรายวันสำหรับตรวจวันที่และเทศกาล แล้วเลือกปีและเดือนที่ต้องการ ในหน้าของแต่ละวันจะมีวันที่จันทรคติของจีน วันที่สากล ก้านกิ่งของวัน และช่วงสุริยคติที่วันนั้นสังกัดอยู่พร้อมกัน

ขั้นที่สอง ตรวจว่าวันนั้นเป็นวันขึ้นเท่าไรของเดือนใด แล้วเทียบกับวันที่ในปฏิทินไทยเพื่อดูว่าตรงกับขึ้นหรือแรมของเดือนไทยหรือไม่ ในหลายเดือนจะไม่ตรงกันเลย เพราะจุดเริ่มเดือนของสองระบบไม่ตรงกัน

ขั้นที่สาม ถ้าเป็นวันสำคัญของจีน ให้ตรวจซ้ำกับตารางเทศกาลของปีนั้น เพราะวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ของปี 2570 คือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเสาร์ และวันไหว้คือวันที่ 5 กุมภาพันธ์ รายละเอียดของช่วงต้นปีนี้อยู่ในบทความ ตรุษจีน 2570 วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว

ขั้นที่สี่ ถ้าต้องการดูรายการสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำของวันนั้น ให้เปิดรายละเอียดของวันจากหน้าเดียวกัน จะเห็นช่องควรทำ ช่องไม่ควรทำ คำว่าปะทะกับทิศ และชื่อเทพประจำวันในหน้าต่างเดียว วิธีอ่านช่องเหล่านี้ทีละช่องอธิบายไว้ในบทความ หวงลี่ อ่านช่องควรทำ ไม่ควรทำ และคำว่าปะทะ

ขั้นที่ห้า หากต้องเข้าใจว่าปฏิทินจีนประกอบเดือนและปีจากอะไรบ้าง รวมถึงบทบาทของ 24 สุริยคติที่ทำให้ฤดูกาลกับเดือนจันทรคติไม่ตรงกัน อ่านต่อได้ที่ 24 สุริยคติ ปฏิทินจีนนับเดือนและฤดูกาลอย่างไร ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกหัวข้อที่กล่าวมา

เมื่อตรวจครบทั้งห้าขั้น จะเห็นว่าความต่างของสองปฏิทินไม่ได้อยู่ที่ใครถูกใครผิด แต่อยู่ที่ว่าแต่ละระบบเลือกใช้จุดอ้างอิงใด การรู้จุดอ้างอิงของแต่ละระบบทำให้เราอ่านตัวเลขบนปฏิทินได้อย่างมั่นใจขึ้น

ข้อเข้าใจผิดที่พบบ่อยเมื่อใช้สองปฏิทินร่วมกัน

ความเข้าใจผิดข้อแรกคือคิดว่าปีจีนกับปีไทยต่างกัน 543 ปีเสมอ ตัวเลข 543 เป็นความต่างระหว่างพุทธศักราชกับคริสต์ศักราช ไม่เกี่ยวกับปีนักษัตรของจีน ปีมะแมของจีนไม่มีความสัมพันธ์เชิงตัวเลขกับปีพุทธศักราช

ความเข้าใจผิดข้อที่สองคือคิดว่าเดือน 1 ของจีนคือเดือนมกราคม ความจริงคือเดือน 1 ของจีนเป็นเดือนจันทรคติที่เลื่อนไปตามปี ในปี 2570 เดือน 1 เริ่มวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ของปฏิทินสากล

ความเข้าใจผิดข้อที่สามคือคิดว่าปฏิทินไทยกับปฏิทินจีนนับวันขึ้นแรมตรงกันเพราะใช้ดวงจันทร์เหมือนกัน ความจริงคือทั้งสองระบบใช้ดวงจันทร์จริง แต่กำหนดความยาวเดือนและตำแหน่งเดือนเกินด้วยกฎต่างกัน วันขึ้นค่ำจึงมักไม่ตรงกัน

ความเข้าใจผิดข้อที่สี่คือคิดว่าปฏิทินที่แสดงผลต่างกันหนึ่งวันต้องมีอันหนึ่งผิด ความจริงคือความต่างหนึ่งวันอาจมาจากเขตเวลาที่ใช้คำนวณ หรือจากชุดข้อมูลปฏิทินคนละปี การเทียบกับแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการของระบบนั้นจึงเป็นวิธีตรวจที่ตรงที่สุด

เมื่อแยกสี่ข้อนี้ออกได้ การอ่านปฏิทินสองระบบพร้อมกันจะไม่สร้างความสับสนอีก เพราะเราจะรู้ว่ากำลังเทียบอะไรกับอะไร และตัวเลขใดใช้กับงานใด

สำหรับคนที่ต้องการหาวันเกิดจีนของตนเอง ซึ่งต้องแปลงวันเกิดจากปฏิทินไทยหรือปฏิทินสากลเป็นวันขึ้นค่ำในเดือนจันทรคติ จะมีรายละเอียดเพิ่มอีกสองเรื่องคือเดือนอธิกมาสและเขตเวลาของสถานที่เกิด ขั้นตอนทีละขั้นพร้อมวิธีรับมือกับสองเรื่องนี้ อธิบายไว้ในบทความ วันเกิดจีนกับวันเกิดไทยต่างกันตรงไหน

สุดท้ายนี้ หากต้องวางแผนงานที่อิงเทศกาลจีน ให้ เปิดปฏิทินจีนแล้วตรวจวันที่ของปีนั้นก่อนทุกครั้ง เพราะวันขึ้นค่ำเลื่อนทุกปี การตรวจใหม่ทุกปีปลอดภัยกว่าการจำวันที่ของปีก่อน และช่วยให้จัดตารางร่วมกับปฏิทินไทยได้อย่างไม่คลาดเคลื่อน

คำถามที่พบบ่อย

ปฏิทินจีนกับปฏิทินไทยนับวันขึ้นแรมเหมือนกันไหม

หลักการคล้ายกันคือใช้ข้างขึ้นข้างแรมกำหนดวันในเดือน แต่รายละเอียดต่างกัน ปฏิทินไทยกำหนดเดือนคี่ 29 วัน เดือนคู่ 30 วัน และเพิ่มเดือน 8 สองหนในบางปี ส่วนปฏิทินจีนปล่อยให้เดือนมี 29 หรือ 30 วันตามเวลาที่ดวงจันทร์ขึ้นจริง และเดือนที่เพิ่มสามารถเป็นเดือนใดก็ได้

ทำไมวันตรุษจีนกับวันสงกรานต์ไม่ตรงกัน

เพราะเป็นจุดเริ่มปีของคนละระบบ ตรุษจีนคือวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ของจีน ซึ่งอยู่ในช่วงปลายมกราคมถึงกลางกุมภาพันธ์ ส่วนสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินสุริยคติไทยที่กำหนดไว้กลางเดือนเมษายน จึงไม่มีความสัมพันธ์กันโดยตรง

ปี 2570 ของไทยตรงกับปีอะไรของจีน

ตรงกับปี 2027 และในระบบก้านกิ่งของจีนคือปีติงเหว่ยหรือปีมะแม โดยวันขึ้นปีใหม่ตามเทศกาลคือวันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2570 ส่วนเสาปีตามการแบ่งด้วยสุริยคติเริ่มที่ลี่ชุน 4 กุมภาพันธ์

ทำไมบางแอปบอกวันขึ้น 1 ค่ำไม่ตรงกับอีกแอป

สาเหตุที่พบบ่อยมีสองอย่าง คือแอปใช้เขตเวลาต่างกันในการคำนวณเวลาขึ้นของดวงจันทร์ ทำให้วันขึ้น 1 ค่ำอาจตกคนละวัน และแอปใช้ข้อมูลปฏิทินคนละชุดหรือคนละปี ทำให้รายละเอียดอย่างรายการควรทำและไม่ควรทำต่างกัน

ตรวจวันไหว้ที่ต้องใช้ทั้งสองปฏิทินได้อย่างไร

เริ่มจากหาวันทางจันทรคติของจีนก่อน เพราะวันไหว้และเทศกาลจีนยึดวันขึ้นค่ำของจีน แล้วจึงแปลงเป็นวันที่สากลและวันที่ไทยเพื่อใช้จองตาราง การตรวจบนปฏิทินจีนรายวันจะเห็นทั้งวันที่จันทรคติ วันที่สากล และช่วงสุริยคติในหน้าเดียว